วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

มารักษ์โลกโดยรีไซเคิลกระดาษง่ายๆได้ด้วยตัวคุณเอง


มารักษ์โลกโดยรีไซเคิลกระดาษง่ายๆได้ด้วยตัวคุณเอง 

กระดาษนั้นจัดว่าเป็นวัสดุที่มีค่ามากมายมหาศาล ไม่ใช่เพียงแต่มีมูลค่าเนื่องจากการผลิตเพื่อนำมาใช้เท่านั้น แต่มีค่าทางด้านประวิติศาสตร์เนื่องจากใช้จดบันทึกเรื่องราวในอดีตมากมาย ไปจนถึงการสร้าสรรค์งานศิลปะอันประเมินค่าไม่ได้อีกด้วย ปัจจุบันนี้เราสามารถผลิตกระดาษเพื่อใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นกระดาษจึงไม่ใช่สิ่งที่ทำหรือหาได้ยากอย่างเช่นในอดีต แต่กลับกลายเป็นว่าวัสดุที่จะนำมาทำเป็นกระดาษหรือว่าต้นไม้นั้นมีจำนวนน้อยลงๆไปทุกที ทั้งนี้เนื่องจากต้นไม้ถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสนองความต้องการในการดำรงชีวิตของคนเราโดยไม่มีการปลูกทดแทนในจำนวนที่มากพอ และต้นไม้เองก็ไม่สามารถโตทันให้กลับมาใช้ได้ทันการณ์ด้วย
โดยวัสดุหลักที่เรานำมาผลิตเป็นกระดาษในทุกวันนี้มีทั้งไม้ที่เป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญที่สุด แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ตามลักษณะของเส้นใย (Fiber) คือ ไม้เนื้ออ่อน(Soft Wood) ที่มีเส้นใยยาว (ประมาณ3-4 มม.) จำพวกไม้สน(Cone-Bearing Tree) และไม้เนื้อแข็ง(Hard Wood )ที่มีเส้นใยสั้น (ประมาณ1-1.5มม.) ส่วนใหญ่เป็นไม้ผลัดใบ (Deciduous Tree) รวมไปถึงชานอ้อย(เป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมผลิตเยื่อกระดาษในประเทศไทย) และฟางข้าว ท้ายที่สุดคือกระดาษที่ใช้แล้วหรือกระดาษที่จะนำมารีไซเคิลนั่นเอง
ดังนั้นแนวคิดที่จะอนุรักษ์ป่าไม้ไปพร้อมกับการที่ยังมีกระดาษใช้จึงได้เกิดขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้เราเรียกว่า “รีไซเคิลกระดาษ” ซึ่งแท้จริงแล้วหลายคนคิดว่ากระบวนการรีไซเคิลกระดาษนี้สามารถทำได้เฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วถ้าลองศึกษาให้ดีก็จะสามารถทำเพื่อนำมาใช้งานได้จริงเช่นกัน ซึ่งขั้นตอนในการทำนั้นไม่ได้ยุ่งยากมากมายเลยเพียงแต่อาจจะต้องใช้แรงงานกับอุปกรณ์สักหน่อย รวมไปถึงเวลากับความใส่ใจอีกนิดเชื่อได้เลยว่าผลงานที่ทำขึ้นมาคุณสามารถนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจได้เลยในอนาคต โดยการทำกระดาษรีไซเคิลมีขั้นตอนดังนี้คือ
ขั้นตอนการทำกระดาษรีไซเคิล
อุปกรณ์ที่ใช้ทำกระดาษรีไซเคิล
1. กระดาษที่ทิ้งแล้ว
2. กะละมัง หรือถังน้ำ
3. เฟรม(เป็นกรอบที่ทำด้วยไม้หรืออลูมิเนียมและมีตะแกรงขึงเพื่อใช้ตากกระดาษ คล้ายมุ้งลวด)

ขั้นตอนการทำกระดาษรีไซเคิล
1. นำกระดาษที่เหลือใช้ ได้แก่ กระดาษสมุด กระดาษหนังสือ กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษเอกสารก๊อปปี้ มาคัดเลือก โดยจำเป็นต้องแยกประเภทของกระดาษแต่ละชนิดออกจากกันเนื่องจากกระดาษแต่ละอย่างมีความไวต่อการย่อยสลายไม่เท่ากัน
2. ฉีกกระดาษออกให้เป็นชิ้นเล็กๆ โดยให้มีขนาดประมาณ 2 – 3 นิ้ว แล้วนำกระดาษที่ได้ไปแช่ลงในกะละมังหรือถังน้ำบรรจุน้ำโดยใส่น้ำให้ท่วมกระดาษ ใช้เวลาในการแช่ทิ้งไว้ประมาณ 3 – 5 วัน จนกว่ากระดาษจะเปื่อยยุ่ย
3. เมื่อกระดาษเปื่อยยุ่ยดีแล้ว ให้นำเอาเยื่อกระดาษที่ได้มาใส่เครื่องปั่นน้ำผลไม้แล้วปั่นให้ละเอียดโดยเติมน้ำเล็กน้อยเพื่อให้ปั่นง่ายขึ้น(ซึ่งในขั้นตอนนี้สามารถเติมสีได้ตามความต้องการ) ปั่นจนกระดาษละเอียดเป็นวุ้น
4. นำเยื่อกระดาษที่ปั่นได้ใส่ลงในกะละมังแล้วเติมน้ำตามลงไป ถ้าต้องการกระดาษหนาให้ใส่น้ำน้อย แต่ถ้าต้องการกระดาษบางใส่น้ำให้มากขึ้น(น้ำน้อยเยื่อกระดาษจะเกาะตัวกัน ในขณะที่น้ำมากเยื่อกระดาษจะกระจายตัวออกจากกัน)
5. ใช้ไม้กวนเยื่อกระดาษให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำเฟรมที่เตรียมไว้(ควรมีหลายๆอัน)ช้อนเยื่อกระดาษในกะละมังขึ้นมา หากได้ความหนาที่ต้องการก็ให้ทำการเกลี่ยกระดาษให้เรียบเสมอทั่วกันทั้งแผ่นแล้วนำไปตากแดด
6. ให้ตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 – 2 วัน หรือจนกว่ากระดาษจะแห้ง โดยกระดาษที่ได้จะมีลักษณะคล้ายกระดาษสา
7. ลอกกระดาษออกจากเฟรมแล้วนำไปใช้ได้ตามต้องการ
เมื่อได้กระดาษออกมาแล้วคุณสามารถนำไปใช้งานได้เลยโดยไม่จำกัด ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะลงแล้ว ยังมีกระดาษใหม่ๆไว้ใช้โดยไม่ต้องเสียสตางค์ซื้ออีกด้วย ซึ่งกระดาษที่ได้นั้นจะมีคุณลักษณะคล้ายกระดาษสา คือ มีความขรุขระในเนื้อกระดาษ เมื่อช้อนเนื้อกระดาษออกมาใหม่ๆคุณสามารถตกแต่งเยื่อกระดาษด้วยเศษวัสดุต่างๆเพื่อให้สวยงามขึ้นได้อีก เช่น ใบไม้ ดอกไม้ หรือแต้มสีในกรณีที่คุณมีความสามารถทางศิลปะ จากนั้นคุณก็สามารถนำกระดาษที่ได้รังสรรค์เป็นชิ้นงานต่างๆได้ตามแต่ใจคุณปรารถนา หรืออาจจะนำไปเป็นกระดาษห่อของขวัญ กระดาษห่อปกสมุดหนังสือ กระดาษที่ใช้จัดตะกร้าของขวัญ หรือจะเย็บเล่มเป็นสมุดเพื่อใช้งานหรือจดบันทึก รวมถึงถ้าหากคุณฝีมือดีก็สามารถนำชิ้นงานประดิษฐ์เหล่านี้ฝากขายเพื่อเป็นรายได้เสริมโดยแทบไม่ต้องลงทุนได้อีกทางหนึ่งด้วย
จะเห็นได้ว่าการรีไซเคิลกระดาษนั้นไม่ใช่เรื่องยุ่งยากเลยถ้าหากเราตั้งใจจริง เริ่มต้นด้วยการแยกประเภทขยะโดยนำกระดาษที่เหลือใช้หรือจะทิ้งแล้วออกมาจากขยะชนิดอื่นๆ แล้วจึงนำไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็จะได้กระดาษแผ่นใหม่ออกมา ถึงแม้ว่าจะไม่สวยเรียบร้อยเหมือนกับกระดาษที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม แต่ก็ได้ความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ป่าไม้ด้วยการแยกขยะและรีไซเคิล ซึ่งท้ายที่สุดแล้วผลดีในการลงมือปฏิบัติก็จะสะท้อนกลับมาสู่ตัวเราให้มีจิตใจละเอียดอ่อนเข้าใจธรรมชาติรวมไปถึงตระหนักถึงกระรักษาไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดีงามสืบไปอีกด้วย

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แหล่งที่ซื้อ แหล่งที่ขาย แหล่งเงินทุน และวิธีการเข้าถึง

       จากทีเคยเขียนบทความไว้ว่า เราจะเป็นเฒ่าแก่ขายของเก่าได้นั้น ต้องรู้ว่าของเก่ามีอะไรบ้าง และแหล่งที่ซื้ออยู่ที่ใหน เอาไปขายที่ใหน จะหาเงินทุนจากใหน สำคัญคือจะเริ่มยังงัย

      ส่วนใหญ่ของเก่าที่เคยยกตัวอย่างไว้ก็เกือบจะมีแทบทุกโรงงาน ทุกองกรค์ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าตลาดสด ไปตลอดจนในบ้านของท่านเอง แต่จะมีมากมีน้อยนั้นก็อยู่ที่ข้อมูลที่เราพอจะหามาได้
   
      ในที่นี้เราจะมาพูดถึงทำเป็นอาชีพเป็นจริงเป็นจัง เป็นงานประจำ จะในรูปแบบงานเสริมหรืออาชีพหลักก็ตามสะดวก ส่วนของเหลือใช้ เก่าเก็บ หรือไม่ใช้แล้ว จะรวบรวมไว้ขายหรือนำกลับมาใช้ใหม่สร้างมูลค่าเป็นงาน DIY เราก็ไม่มองข้ามเหมือนกัน

       ส่วนใหญ่องค์กร หน่วยงาน จะของรัฐหรือเอกชน แม้กระทั่งโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมหรือนอกนิคมก็ตามแต่ล้วนต้องมีการจดทะเบียนเป็นฐานข้อมูลด้วยเหตุผลใดๆก็ตามแต่ นั่นหมายความว่า เราๆท่านๆนั้นล้วนไปขอข้อมูลองค์กร หน่วยงาน หรือโรงงานอุตสหกรรมเหล่านั้นได้ครับ ยกตัวอย่างโรงงานอุตสาหกรรมตามนิคม ทุกสำนักงานของนอคมอุตสาหกรรมหน้านิคมฯ ล้วนมีข้อมูลรายชื่อโรงงาน เบอร์โทรศัพท์ ไปตลอดจนแผนที่ หรือเว็บไซต์ นอกจากนั้นก็เช่นกรมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมพานิชจังหวัด รายชื่อตามเว็บไซต์ สมุดโทรศัพท์ ฯลฯ พอจะเห็นภาพ ดูแล้วไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ

     เมื่อมีข้อมูลเราก็โทรเข้าไปครับเป็นเอกสารลายลักษณ์อักษรก็ว่ากันไป แต่ก็ดีกว่าขับรถตระเวณหาโรงงานแล้วเดินเข้าไปถามว่ามีของนั่นนี่มั้ย ครั้นเกิด รปภ บอกว่าไม่มี หรือมีคนมาซื้ออยู่แล้วก็ใช่เรื่อง นอกเสียจากว่าเรามีข้อมูลที่แน่นพออยู่แล้วแบบนั้นก็ไม่ผิด แต่ถ้าจะหาลูกค้าโดยทั่วๆไป การโทรเข้าไปขอข้อมูล แล้วจะนัดดูหน้างาน เป็นวิธีที่สะดวกและประหยัดทั้งเงินและเวลามากทีเดียว แถมภาพลักษณ์ก็ดูดีเป็นมืออาชีพน่าเชื่อถืออีกด้วย และที่สำคัญลูกค้าหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะได้วางแผนงานและเวลาให้กับเราก็เดินดุ่มๆเข้าไปส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้พบครับ

      ลำดับต่อมาหากมีข้อมูล โทรและมีการติดต่อเกิดขึ้นแล้ว หากเป็นช่วงจังหวะที่ลูกค้ามีของเก่า ก่อนจะเสนอราคาก็สามารถขอนัดเพื่อเข้าไปดูตัวอย่างสินค้าได้เราจะมาพูดถึงขั้นตอนนี้ต่อในบทความต่อไปกันครับ. 


     

ก้าวสู่ธุรกิจ "ขายของเก่า" หรือ "รีไซเคิล" ใครๆก็ทำได้

ธุรกิจ ขายของเก่า

          ถ้าท่านเป็นคนนึงที่สนใจมองหาอาชีพเสริม หรือทำเป็นอาชีพหลัก ขอเสนอธุรกิจ ค้าของเก่า  เป็นทั้งรายได้เสริมที่ไม่เลว และเป็นรายได้หลักที่สร้างอนาคตได้ดีทีเดียว

          ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าในที่นี้ไม่ได้หมายถึง พระเครื่อง ของขลัง เครื่องเบญจรงค์ วัตถุโบราณแต่อย่างไร เพื่อไม่ให้เสียเวลาในที่นี้หมายถึง ของเก่า ของเสีย ของเหลือ กากวัสดุ เครื่องจักร น้ำมันเก่า ของที่เหลือจากการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจน ขยะมูลฝอยจากตามบ้านเรื่อนที่ได้จำหน่ายทิ้งออกมาในแต่ละวันๆ แต่อย่างไรก็ตามสำหรับผมอะไรที่ผ่านมาถึงมือไม่ว่าใหม่หรือเก่า เมื่อมีอุปสงค์ อุปทานก็ตามมาครับ

         คำถามต่อมาแล้วยังงัยต่อ จะเริ่มอย่างไร จะทำได้หรอ ต้องมีทุนกี่ล้าน ต้องเส้นใหญ่แค่ใหน ต้องมีความรู้ในวัสถุแต่ล่ะชนิดมากเท่าไหร่ ซื้อที่ใหน ส่งที่ใหนอย่างไร จะแข่งขันสู้ราคาเจ้าใหญ่ๆไหวหรอผมมีคำตอบครับ

          ในช่วงเริ่มต้นจะขอพูดโดยรวมก่อนนะครับ และเราจะค่อยๆมาเจาะลึกลงไปในแต่ล่ะอย่าง ขอยกตัวอย่างจากตัวของผู้เขียนเอง ผู้เขียนเริ่มเข้าสู่วงการ ขายของเก่า ตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน เริ่มแรกเลยคือมีคนมาจ้างให้ที่บ้านเอารถไปขนของ สิ่งที่เราค้นพบครั้งแรกนั้นคือ เราไปขนของเก่า จากโรงงานนึง ไปส่งอีกโรงงานนึง แล้วเราพบอะไรอีก เรารู้ว่าของเก่าหรือขยะมูลฝอยทั้งหลายนั้น เค้าเอามาเอาจากที่ใหน ไปส่งที่ใหน แล้วทำอย่างไร และที่เห็นคือคนจ้างก็ไม่ใช่เฒ่าแก่เงินถัง แม้แต่รถยังต้องจ้างเราไปขน แสดงว่า

          เรารู้ที่ซื้อ      +        รู้ที่ขาย        +     รู้ราคา   ( บวก ลบ ) คำนวนแล้วได้กำไร ช้าอยู่ใยรีบหาแหล่งเงินทุนมาซื้อเลยครับ ในเมื่อได้กำไรแน่ๆ ไม่ต้องลุ้นเหมือนหวยถูกหรือไม่ครับ

               แต่อย่าลืมนะครับสุดท้ายถ้าเราได้กำไรแล้วคุ้มค่า จะมากจะน้อย เราก็สามารถก้าวเข้ามาทำสายอาชีพนี้ได้แล้ว พอมองเห็นภาพขึ้นมาบ้างหรือยังครับ แต่ก็ยังมีคำถามอยู่ในใจอีกมากเลยใช่ใหมครับ ถ้าอย่างนั้นเรามาตั้งโจทย์กันก่อนนะครับ
         
                อันดับแรกสำคัญที่สุด ก่อนที่เราจะรู้ที่ซื้อเราต้องรู้ก่อนว่าเราจะซื้ออะไรบ้างล่ะ ในที่นี้เราพูดถึงของเก่าก็จะขอยกตัวอย่าง ตั้งไว้ก่อน ช่วยกันนึกตามนะครับอะไรที่จะเป็นของเก่าแล้วขายได้บ้าง

น้ำมันเก่า เศษเหล็ก ทองเหลือง ทองแดง อลูมิเนียม สแตนเลส กระดาษ ไม้ลัง สังกะสี พลาสติก น้ำเสีย เครื่องจักร แบตเตอรี่ เมนบอร์ดอีเล็คทรอนิค


    แน่นอนเมื่อเรารู้ว่าอะไรที่จะเป็นสินค้าได้ วิธีของผมนั้น จะทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าที่ใหนเป็นแหล่งของเก่าได้บ้าง และจะเข้าไปซื้ออย่างไร หาข้อมูลและติดต่อได้อย่างไร ติดตามต่อได้ในบทความต่อๆไปครับ
                   
แหล่งที่ซื้อ แหล่งที่ขาย แหล่งเงินทุน และวิธีการเข้าถึง